แนะวิธีแก้แพ้ คีโม

แพ้คีโม

ทางเลือกรักษามะเร็งร้ายด้วยการใช้ยาเคมี หรือเคมีบำบัด เป็นอีกหนึ่งทางกำจัดก้อนส่วนเกิน นอกจากการผ่าตัด และฉายรังสี

‘สามัญประจำบ้าน’ แนะ เคล็ดลับการดูแลตนเองหรือผู้ที่เพิ่งได้รับการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัด แล้วเกิดผลข้างเคียง ที่มักจะปรากฏอาการเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือจนกว่าจะหมดฤทธิ์ของยา โดยอาการจะมากหรือน้อยก็ยังขึ้นอยู่กับชนิดของยา รวมทั้งสภาพร่างกายของผู้ได้รับการบำบัด

ผลข้างเคียงที่พบมีทั้งอาการคลื่นไส้อาเจียน ซึ่งแพทย์จะจัดยาแก้อาเจียนไว้ให้รับประทาน ส่วนอาหารการกิน ให้เลี่ยงอาหารทอด รสชาติหวาน น้ำมันมาก กลิ่นฉุน ควรรับประทานอาหารปริมาณพอเหมาะ เคี้ยวจนละเอียด หากรู้สึกปวดแสบระหว่างปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อย หรือมีเลือดปน พร้อมมีอาการไข้ ควรดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน หรือเลือกดื่มน้ำผลไม้ น้ำชาชงอ่อน ๆ หรือน้ำซุปร่วมด้วยก็ได้

แต่ถ้ามีอาการท้องเสีย ควรงดดื่มนมและไม่รับประทานอาหารจำพวกเส้นใยสูง อาทิ ผัก ผลไม้ ตรงกันข้ามหากท้องผูก ให้พยายามรับประทานอาหารกากใยสูง ส่วนผู้ที่ริมฝีปากมีอาการอักเสบ เยื่อบุช่องปากแห้ง สีซีด มีเลือดออก ภายในช่องปากมีแผล ให้บ้วนปากด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือ ร่วมกับการรับประทานอาหารรสจืด ใช้ครีมทาริมฝีปากไม่ให้แห้งแตก

บ้างอาจเกิดอาการผมร่วง ให้ สระผมด้วยแชมพูสูตรอ่อนโยนโดยใช้น้ำเย็น เลี่ยงการใช้ไดร์เป่าผม หวีหรือแปรงผมเบา ๆ คลุมผมทุกครั้งเมื่ออยู่ในที่แจ้ง แต่หากอาการทั้งหมดที่กล่าวไปนี้เกิดขึ้นและยังคงอยู่ต่อเนื่องหรือรุนแรง ขึ้น ควรปรึกษาแพทย์โดยด่วน.

ที่มา : women.sanook.com

21
Jun
2010

บริจาคโลหิตกระตุ้นระบบไหลเวียน

เมื่อพูดถึงการบริจาคโลหิต หลายคนมักรู้สึกกังวลและยอมรับว่า ไม่กล้าบริจาค เพราะกลัวเจ็บ กลัวเข็ม กลัวเลือด บ้างก็มีความเข้าใจที่ผิด ๆ คิดว่า การบริจาคโลหิตอาจเป็นผลเสียต่อร่างกาย ซึ่งข้อเท็จจริงนั้นตรงกันข้าม กลับช่วยกระตุ้นให้ไขกระดูกผลิตเม็ดโลหิตใหม่ขึ้นมาทดแทน แถมยังส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น และร่างกายแข็งแรง

ส่วนข้อกังวลเรื่องโลหิตจางเพราะบริจาคโลหิตนั้น ควรทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า การบริจาคในแต่ละครั้งจะใช้โลหิตเพียงร้อยละ 7 หรือ 350-400 ซี.ซี. ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว เพราะ ฉะนั้นโลหิตที่บริจาคออกไป ย่อมไม่ทำให้เกิดอันตราย เนื่องจากร่างกายจะใช้โลหิตเพียง 15-16 แก้วน้ำ จากทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกาย 17-18 แก้วน้ำ

การบริจาคโลหิตสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอทุก ๆ 3 เดือน และการบริจาคโลหิตเป็นประจำยังทำให้ผู้บริจาคได้รับการตรวจสุขภาพ ตรวจซิฟิลิส ตรวจไวรัสตับอักเสบบี และซี ตรวจเอดส์ รวมทั้งตรวจหมู่โลหิต แต่ที่สำคัญที่สุด คือ การได้ช่วยชีวิตผู้อื่นด้วยเลือดที่เราไม่ได้ใช้.

ที่มา : women.sanook.com

19
Jun
2010

4 อาหารลดอาการตาแห้ง-ดวงตาพร่ามัว

คุณเคยรู้สึกตาแห้ง ตาพร่ามัว หรือฝืดเคืองตา ต้องกระพริบตาถี่ๆ คล้ายมีเศษผงเข้าตา จนทำให้มองภาพไม่ชัด หรือบางครั้ง มีขี้ตาออกมาเป็นเมือกเหนียวกันบ้างไหม ถ้ามีแสดงว่าคุณกำลังมีอาการตาแห้งแล้วล่ะ

สำรวจสาเหตุของอาการตาแห้ง

ตาแห้ง เป็นอาการที่มีความผิดปกติของน้ำตา โดยปกติดวงตาของคนเรา จะมีปริมาณน้ำตาเพียงพอที่จะมาหล่อเลี้ยง หรือให้ความชุ่มชื้นกับดวงตา รวมถึงฉาบกระจกตา ทำให้การมองเห็นชัดเจน

ส่วนอาการตาแห้งเกิดจากการมีปริมาณน้ำตาน้อย หรือคุณภาพของน้ำตาไม่ดีพอ ซึ่งน้ำตาที่ดีมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ ไขมัน น้ำใส และเมือก หากส่วนประกอบ 1 ใน 3 ของน้ำตาขาดความสมดุลหรือไม่มีคุณภาพ จะทำให้ตาแห้งได้ อาการนี้เป็นได้ทุกเพศ แต่มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และจะพบมากขึ้นตามวัย โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนที่ลดลง ทำให้สารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกาย รวมทั้งน้ำตาก็ลดปริมาณลงไปด้วย

นอกจากนี้ อาการดังกล่าวยังเกิดได้จากอีกหลายสาเหตุ ดังนี้

• ภาวะที่ทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกที่ตาลดลง เช่น การใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่เหมาะสมหรือไม่มีคุณภาพ การผ่าตัดกระจกตาหรือเปลี่ยนกระจกตา การอักเสบของกระจกตาจากเชื้อเริม นอกจากนี้ ยังรวมถึงการเป็นอัมพฤกษ์ที่ใบหน้า

• โรคที่ผิดปกติทางภาวะภูมิคุ้มกัน (Autoimmune) เช่น โรค Sjogren’s Syndrome ซึ่งมีอาการตาแห้ง ร่วมกับข้ออักเสบและปากแห้ง โรคข้อบางชนิด หรือโรคเอดส์

• โรคบางชนิด ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบกับเยื่อบุตา เช่น กลุ่มอาการแพ้ยา อย่างสตีเวนจอห์นสัน (Stevens-Johnson) ริดสีดวงตา และเบาหวาน

• การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาคุมกำเนิด ยานอนหลับ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด

• การทำงานของเปลือกตาบกพร่อง เช่น หลับตาไม่สนิท กะพริบตาน้อย เปลือกตาผิดรูป

• สภาพแวดล้อม เช่น อยู่ในห้องปรับอากาศที่มีอากาศแห้ง หรือมีฝุ่นควัน ลม และแดดจ้า

• อาชีพที่ต้องใช้สายตาจ้องเป็นเวลานาน เช่น พนักงานคอมพิวเตอร์ ช่างอ๊อกเหล็ก หรือยามที่เฝ้ากล้องวงจรปิดแต่ก็อย่าเพิ่งกังวลใจกันไปค่ะ เพราะผู้ที่มีอาการตาแห้งส่วนใหญ่มักเป็นในระดับไม่รุนแรง แค่ก่อความรำคาญใจ แต่ไม่ทำให้ตาบอดได้ เทคนิคเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา

• กระพริบตาถี่ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20 – 22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้อง หรือเพ่งตาค้างไว้นานกว่าปกติ เช่น เวลาที่เราอ่านหนังสือ ดูทีวีหรือจ้องคอมพิวเตอร์ จะทำให้เรากระพริบตาเพียง 8 – 10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้น จึงควรพักสายตาระยะสั้นๆ โดยการหลับตา หรือกระพริบตาอย่างช้าๆ หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถประมาณ 2 – 3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง

• ประคบดวงตาด้วยน้ำเย็น แช่ผ้าขนหนูผืนเล็ก 2 ผืนในน้ำเย็น หยิบขึ้นมา 1 ผืน บิดพอหมาดและพับทบเป็นผืนยาว วางปิดดวงตาไว้ทั้งสองข้างนานประมาณ 20 นาที หรือจนกว่าผ้าจะหายเย็น แล้วจึงใช้ผ้าอีกผืนหนึ่งประคบ สลับกันไปมา จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาของคุณได้เช่นกัน

กินอาหาร ลดอาการตาแห้ง

กล้วย กินกล้วยทุกวัน เพราะกล้วยมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อรักษาภาวะสมดุลน้ำในร่างกาย และช่วยให้ดวงตาของคุณชุ่มชื้นอยู่เสมอ

ถั่วประเภทนัท (Nut) ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะวอลนัต ควรรับประทานวันละประมาณ 1 กำมือ เพราะถั่วประเภทนี้มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว หรือกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำตา

ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทูน่าหรือปลาแซลมอน เพราะมีกรดไขมันที่จำเป็นหรือโอเมก้า-3 ด้วย

น้ำมันปอ (Flexseed oil) หรือน้ำมันเมล็ดลินิน จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมกรดไขมันโอเมก้า-3 อย่างเพียงพอ โดยรับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ หรือผสมในซีเรียลแล้วรับประทานก็ได้

ปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม

• หลีกเลี่ยงการทำงานในบริเวณที่มีแสงจ้าและลมแรง เพราะจะทำให้ตาแห้งเร็ว ควรใส่แว่นกันแดดช่วย โดยเลือกแว่นขนาดใหญ่ที่มีขอบด้านข้าง เพื่อช่วยลดการระเหยของน้ำตา

• หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศแห้ง และเย็นจัด เช่น ห้องปรับอากาศ ตลอดจนหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นละอองและควันต่าง ๆ เช่น บุหรี่ ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคืองตา

• อย่าเป่าลมร้อนจากเครื่องเป่าผมเข้าตาโดยตรง รวมทั้งปรับไม่ให้เครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมเป่าโดนตาหรือใบหน้าโดยตรง

• พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนไม่พออาจทำให้ตาแห้งและตาแดงช้ำ เนื่องจากเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงดวงตาบวม การพักผ่อนให้สมดุลจึงดีต่อดวงตาที่สุด
แหล่งข้อมูล : www.cheewajit.com

18
Jun
2010

ผู้หญิงมักจะฝันร้ายมากกว่าผู้ชาย

ผู้หญิง มีแนวโน้มฝันร้ายมากกว่าผู้ชาย  และความฝันของผู้หญิงยังมีเนื้อหาที่ก่อ ให้เกิดความสะเทือนอารมณ์ได้มากกว่าอีกด้วย

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวสต์ ออฟ อิงแลนด์ ในอังกฤษ ได้ทำการศึกษาในเรื่องนี้กับอาสาสมัคร 170 คน โดยให้อาสาสมัครทุกคนจดบันทึกความฝันเมื่อไม่นานมานี้ ผลปรากฏว่า ผู้ชายที่ฝันร้ายมีแค่ร้อยละ 19 ส่วนผู้หญิงที่ฝันร้ายมีสูงถึงร้อยละ 30 ที่เป็นเช่นนี้ คาดว่าน่าจะมาจากอุณหภูมิในร่างกายของผู้หญิงที่มักเปลี่ยนไปในช่วงที่มีรอบ เดือน โดยเป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า ก่อนมีรอบเดือน  ผู้หญิงมักจะกระสับกระส่ายเวลานอน เพราะฝันร้าย และเนื้อหาในความฝันยังแจ่มชัดมากอีกด้วย

ผู้หญิงที่เข้าร่วมการ ทดสอบ ยังมีแนวโน้มมากกว่าผู้ชายที่จะฝันถึงเรื่องที่สะเทือนอารมณ์สร้างความเจ็บ ช้ำใจ เช่น ฝันว่าต้องสูญเสียคนรักไป นักวิจัยเผยว่า แนวโน้มที่ผู้หญิงจะฝันถึงเรื่องความวิตกกังวลในใจที่ยังหาทางแก้ไขไม่ได้ ก็มีมากกว่าผู้ชายด้วย

ผู้อำนวยการศูนย์นิทราเอดินเบิร์กในสกอตแลนด์ เผยว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มมากกว่าผู้ชายที่จะนอนหลับไม่สนิท มักตื่นขึ้นมากลางดึก หรืออาจมีอาการนอนไม่หลับ การสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกอยู่เป็นประจำอาจส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกและ นำมาซึ่งฝันร้าย

ที่มา : women.sanook.com

17
Jun
2010

ข้าวยำ

ข้าวยำ

เป็นอาหารไทยที่ให้พลังงานค่อนข้างมาก ให้โปรตีนสูงแต่ไขมันน้อย เป็นอาหารที่ให้ธาตุเหล็กสูงมาก และยังให้วิตามินเอและวิตามินบี 1 สูงเป็นพิเศษ อีกทั้งยังเป็นอาหารบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง และบำรุงโลหิต Read the rest of this entry »

08
Feb
2010